รู้แล้วรวยเดือน กรกฏาคม

เริ่มแบบ start up ทำแบบ sme จบแบบ มหาชน

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่าน เราเคยพูดกันว่าหากต้องการให้ชีวิตก้าวหน้า เราต้องมีเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายทางด้านการใช้ชีวิต การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพ หรือแม้กระทั้งการทำงาน ผมเชื่อว่าเป้าหมายการทำงานของใครหลาย ๆ คนคือการนำเอาบริษัทเข้ามหาชน หรือตลาดหลักทรัพย์ 

 

ถามว่าทำไมถึงอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะการเข้าตลาดหลักทรัพย์มีข้อดีหลายข้อ ตั้งแต่การระดมเงินทุน การจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำมาก ๆ การได้ความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียง และการดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้เข้ามาทำงานด้วย 

 

แต่เส้นทางการเอาบริษัทเข้าตลาดก็ไม่ได้ง่าย ต้องมีการเตรียมตัวทั้งในเรื่องยอดขาย การบริหารและระบบบัญชีภาษี ซึ่งเรามักทราบว่าหลาย ๆ บริษัทยังทำระบบบัญชี 2 เล่มอยู่ (บัญชีภายในและบัญชีส่งสรรพากร) ที่สำคัญ มีค่าใช้จ่ายในเรื่องที่ปรึกษา การตรวจสอบบัญชีของการเข้าตลาดก้อนใหญ่รออยู่ 

แต่ถ้าตั้งเป้าหมายกันไปแล้ว ยังไงก็ต้องดันไปจนถึงที่สุดจริงไหมครับ 

 

วันนี้มีข้อคิดของการบริหารที่ได้จากหนังสือ คิดแบบ startup ทำอย่าง sme มีระบบอย่างมหาชน ของคุณพิเยนทร์ หงษภักดี หรือคุณโทมัสมาฝาก ซึ่งเขาก็เป็นคนหนึ่งที่มีเป้าหมายจะเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน 

 

คุณโทมัสเขาเล่าว่า ธุรกิจเริ่มต้นที่ความคิด และการคิดที่ดีคือคิดแบบ strartup 

 

คิดแบบ startup คิดยังไง ก็คือคิดแบบคนไม่ค่อยมีทุน ทำยังไงให้สินค้าออกมาเร็ว ๆ ทดลองตลาดเร็ว ๆ แล้วค่อยกลับไปแก้ไขใหม่ เพื่อให้ตรงความต้องการของตลาด ไม่ต้องลงทุนกับสินค้าก้อนแรกเยอะ เพราะเราจะรู้ว่าลูกค้าชอบสินค้าของเราหรือไม่ก็จากการที่เขาทดลองใช้ ไม่ใช่ทฤษฏีของเรา 

 

พยายาม fail fast หรือก็คือล้มให้เร็ว แล้วรีบลุก เรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วแก้ไข หาข้อมูลจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ปรับไปจนกว่าเป็นที่ถูกใจของตลาดแล้วจึงค่อยผลิตออกมาในจำนวนมาก ในช่วงนี้อย่าพยายามอย่ามีสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ พวกโรงงาน เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ เพราะนั่นหมายถึงเงินก้อนโตที่ต้องใส่เข้าไปนั่นเอง อะไรจ้างได้จ้าง แม้ว่ามันจะแพงกว่าทำเอง เพราะเราหากไปผิดทาง ก็ยังเหลือเงินทุนในการทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ได้ 

 

เมื่อมีความคิดแบบ startup แล้วจงทำให้มันแข็งแกร่งแบบ sme 

 

ทำไมการบริหารงานแบบ sme จึงแข็งแกร่ง นั่นก็น่าจะเป็นเพราะขนาดของธุรกิจยังไม่ใหญ่มาก ส่วนมากเจ้าของจะเข้าใจขบวนการทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ หลายอย่างมีโอกาสลงไปลองทำด้วยตัวเอง เมื่อทำด้วยตัวเองแล้วก็จะเกิดความเข้าใจว่า ความผิดพลาดมันเกิดเพราะอะไร มีอะไรบ้างที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้นกว่านี้ จะลดของเสียได้ตรงไหน 

 

โดยเฉพาะเรื่องการเอาตัวรอดนี่ต้องบอกว่า sme ถือเป็นที่ 1 ตั้งแต่การวางแผนเรื่องตลาดและการจัดหาเงินทุน รวมถึงการปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมของธุรกิจ เรียกได้ว่าตื่นตัวเร็ว ปรับตัวง่าย อะไรเกินก็ให้ลด อะไรขาดก็ให้เพิ่ม

 

ช่วงนี้เน้นการทำยอดขาย เติบโตและอยู่รอดให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

 

สุดท้ายต้องสร้างระบบเพื่อให้เติบโตไปเป็นมหาชนได้

 

เมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้น พนักงานก็มีจำนวนมากขึ้น ระบบเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เวลาต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ดังนั้นการลงทุนในระบบ erp หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นระบบการจัดการทุกภาคส่วนตั้งแต่การ ขาย ผลิต บัญชี การเงิน ตลาด ตลอดไปจนถึงบุคคล มีความสำคัญอย่างที่สุด ปัญหาอย่างเดียวของระบบนี้คือมีราคาแพง ใช้งานซับซ้อน และต้องใช้เวลาในการทำระบบให้เป็นรูปเป็นร่างนาน แต่เมื่อสำเร็จ การอยากรู้อะไรก็จะง่ายเพียงปลายนิ้ว หากมีปัญหาที่จุดใดก็สามารถสอบกลับได้ทันที 

 

ที่สำคัญระบบ erp จะช่วยวางมาตรฐานการทำงานในส่วนต่าง ๆ ทำให้ระบบสามารถเดินไปได้เองโดยไม่ต้องพึงคนตัดสินใจ เพราะอำนาจและบทบาทการทำงานถูกมอบหมายอย่างชัดเจน ทุกคนรู้ว่าอะไรทำได้และอะไรทำไม่ได้

 

ช่วงสุดท้ายในเน้นการสร้างระบบ ระเบียบ และบริหารคนให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด 

 

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ ก็จะรู้ว่าการเอาบริษัทเข้ามหาชน มีไมล์สโตนในแต่ละช่วงที่ต้องทำให้สำเร็จอยู่ ตั้งแต่การหาสินค้าที่ถูกใจตลาด การสร้างการเติบโตและอยู่รอด สุดท้ายจึงเอาระบบเข้ามาจัดการเพื่อให้ยิ่งใหญ่  ถ้าคุณทำตามลำดับขั้นตอนนี้มาได้ บริษัทของคุณก็คงอยู่ไม่ไกลจากคำว่า ”มหาชน” แล้วล่ะครับ 

 

เจอกันฉบับหน้า




Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *