รู้แล้วรวย มิถุนายน 2563

คิดอย่างเจ้าสัว

สวัสดีครับ ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ สถานการณ์โควิททั่วโลกก็ได้ลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ ทำให้มีคนติดโรคนี้ทะลุ 9 ล้านคนเข้าไปแล้วนะครับ ยังโชคดีที่ประเทศไทยของเราเองสามารถควบคุมการระบาดได้อย่างดี จนทำให้หลาย ๆ ธุรกิจสามารถกลับมาเปิดใหม่ได้อีกครั้ง ต้องขอชมเชยการทำงานของรัฐบาลและขอบคุณคุณหมอที่ยอมเหนื่อยเพื่อพวกเราจริง ๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ทางรัฐบาลกับกระทรวงสาธารณสุขก็ยังคงให้เราทุกคนเฝ้าระวังการระบาดรอบที่สอง ที่ยังไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นไหม อย่าเพิ่งชล่าใจกับความสำเร็จในการกักกันโรคของเราที่ผ่านมา 

จากคำพูดเตือนของรัฐบาล ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มนึงที่เพิ่งอ่านผ่านมาไม่นานที่มีชื่อว่า ความสำเร็จดีใจได้ในวันเดียว ของท่านเจ้าสัวซีพี คุณธนินท์ เจียรวนนท์ บุคคลที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในนักบริหารที่เก่งที่สุดของเมืองไทย 

ในหนังสือเล่มนี้ได้สอดแทรกคำคมต่าง ๆ มากมายรวมถึงเรื่องราวในอดีตที่ก่อนจะมาเป็นเครือเจริญโภคภัณฑ์ในวันนี้ 

ผมอยากหยิบเอาส่วนหนึ่งของหนังสือที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาเล่าให้ทุกคนฟัง ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นประสบการณ์ที่ถูกผ่านการกลั่นกรองมาแล้วจากท่านเจ้าสัว

อย่างแรกที่ผมชอบก็คือ การบริหารกิจการในครัวเรือน 

ท่านเจ้าสัวบอกว่า หากคนในครอบครัวมีธุรกิจ อย่าเพิ่งเอาลูกหลานเข้ามาทำงาน สาเหตุเป็นเพราะ

    • จะไม่ได้รับการเคารพ เพราะถูกเห็นว่าเป็นเด็กเส้น
    • จะไม่ได้เรียนรู้งานทุกอย่างขององกรค์อย่างแท้จริง เพราะอยู่ ๆ ก็ได้มาบริหารเลย
    • ไม่ได้เห็นการทำงานขององค์กรอื่น ๆ เลยไม่มีข้อเปรียบเทียบว่าควรปรับปรุงองค์กรอย่างไร 
    • ถูกประคบประหงม ไม่มีใครกล้าวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา

ดังนั้น ถ้าธุรกิจไม่ได้วิกฤติ ควรส่งลูกหลานไปทำงานที่อื่นก่อน ทำสำเร็จมีชื่อเสียงแล้วค่อยกลับมา เพราะยังไงธุรกิจที่บ้านก็ต้องมีคนสืบทอดอยู่แล้ว

เรื่องที่สองก็ตือ ให้คนเก่งทำงานก็พอ 

ข้อนี้อาจขัดความคิดกับคนบางส่วน แต่ส่วนตัวผมเห็นว่าสมเหตุสมผลดี 

เขาพูดถึงการทำงานส่วนใหญ่ เวลาเป็นธุรกิจกงสี มักจะให้ทุกคนเข้ามาทำงานโดยแบ่งหน้าที่กันทำแบบภาระงาน (คือ มีส่วนบริหารงาน และความสำคัญเท่า ๆ กัน) โดยไม่ได้ดูว่าคน ๆ นั้นเหมาะจะทำงานนั้นหรือไม่ 

ท่านเจ้าสัวมีแนวคิดที่ว่า หากมีคนทำงาน 4 คน แล้วมีคนเก่งจริงๆ คนเดียว ให้คนเก่งจริง ๆ คนเดียวทำงานทั้งหมดจะได้ประสิทธิภาพมากกว่าแบ่งงานตามสัดส่วน เพราะถ้าคิดแบบคนเก่งทำได้ 100 คนไม่เก่งทำได้ 25 แบ่งตามสัดส่วนจะได้ผลลัพธ์เฉลี่ยเพียง 43.75 (175/4) ในขณะที่ถ้าคนเก่งทำงานคนเดียว ผลลัพธ์ก็จะเท่ากับ 100 เต็ม ซึ่งย่อมดีกว่าแน่นอน

แม้บริหารคนเดียวแต่ยังแบ่งผลประโยชน์เท่ากัน ในรูปแบบของการถือหุ้น แล้วให้คนอีก 3 คนที่เหลือไปทำอย่างอื่นที่ตัวเองถนัด แบบนี้จะทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพและสามารถแตกแขนงในธุรกิจอื่น ๆ ต่อไปได้

อย่างที่สามที่ผมชอบคือ การบริหารคนเก่ง 

เขาบอกว่าคนเก่งบริหารยาก เพราะคนเก่งว่าไม่ได้ถือว่าเงินสำคัญที่สุด คนเก่งส่วนใหญ่ต้องการแสดงความสามารถให้คนอื่นได้เห็น และเป็นที่ยอมรับขององค์กรมากกว่า ดังนั้นการบริหารคนเก่งต้องให้สิ่งแรกกับเขานั่นก็คือ อำนาจ เมื่อเขามีอำนาจ เขาก็จะสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ 

นอกจากนั้นเรายังต้องให้เกียร์ติคนเหล่านี้เป็นพิเศษ เพราะเรายิ่งให้เกียร์ติเขามากเท่าไหร่ เขาก็จะทำงานให้เรามากขึ้นเท่านั้น 

แล้วสุดท้ายจึงจะมาถึงเรื่องเงิน ที่ควรให้ผลตอบแทนแบบสมน้ำสมเนื้อ 

อย่าเอาเงินนำ เพราะคนเก่งจริงๆ เงินไม่สามารถซื้อได้

ส่วนสุดท้ายที่ผมชอบก็คือ แนวคิด ทำ 8-8-8-8

หรือก็คือ 

    • กินให้ได้ 80 % แล้วสุขภาพของเราจะดี
    • นอนให้ได้ 8 ชม แล้วเราโรคภัยจะไม่มาเบียดเบียน
    • เดินให้ได้  8000 ก้าว เพื่อร่างกายที่แข็งแรง 
    • และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ  8 แก้ว เพื่อสมดุลของร่างกายและชีวิต

จงจำไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน สำเร็จแค่ไหน พรุ่งนี้ก็อาจจะมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้นวันนี้ดีใจให้พอ พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาใหม่แล้วสู้ต่อไป เพราะความสำเร็จ ดีใจได้แค่วันเดียว

เจอกันฉบับหน้าครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *